การทำหมันสำหรับผู้หญิง

การทำหมันถือเป็นวิธีการคุมกำเนิดอย่างหนึ่งที่แม้จะสามารถทำได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงแต่ส่วนใหญ่เพศที่มักทำหมันกลับเป็นผู้หญิงเสียมากกว่าด้วยความที่เป็นเพศที่มีความเสี่ยงเวลามีเพศสัมพันธ์ในเรื่องของการตั้งครรภ์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงที่เลือกทำหมันก็เพราะพอมีลูกจนพึงพอใจแล้วก็เลือกที่จะป้องกันแบบถาวรไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์เพิ่มอีก ในปัจจุบันเองการทำหมันของเพศหญิงก็มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบหลักๆ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะเลือกทำหมันด้วยวิธีใดและเพราะสาเหตุอะไร วิธีการทำหมันสำหรับผู้หญิง การทำหมันเปียก – วิธีการนี้เป็นชื่อเรียกสำหรับผู้หญิงที่ต้องการทำหมันทันทีหลังจากคลอด จะใช้เวลาหลังจากที่ตนเองคลอดลูกได้ไม่นาน บางคนแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังการคลอดแล้วเลือกทำหมันเลยก็มี ข้อดีของการทำหมันแบบนี้ก็คือ สามารถทำได้ง่ายมากเนื่องจากมดลูกที่พึ่งผ่านการคลอดลูกมาจะยังมีขนาดใหญ่ ยอดของมดลูกจะสูงจนถึงระดับสะดือสามารถใช้วิธีการคลำทางหน้าท้องได้ง่าย วิธีในการทำหมันจึงแค่ฉีดยาชาและก็ค่อยๆ ลงแผลเล็กๆ ที่บริเวณใต้สะดือตรงหน้าท้องจากนั้นก็ทำการผ่าตัดที่แผลให้ลึกลงไปเรื่อยๆ ให้ถึงบริเวณในช่องท้องให้ไปหาท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้าง ทำการผูกและตัดท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้างก็ถือว่าเป็นการเสร็จภารกิจการทำหมันเปียก วิธีนี้จะใช้การทำแค่ประมาณ 10-15 นาทีก็สามารถทำได้แล้ว การทำหมันแห้ง – วิธีการนี้เป็นชื่อเรียกสำหรับผู้หญิงที่ต้องการทำหมันในช่วงเวลาไม่ได้เป็นช่วงหลังคลอด ส่วนมากแล้วผู้ที่เลือกมาทำหมันด้วยวิธีการนี้ก็จะมีสาเหตุแตกต่างกันออกไป อาทิ ผู้ที่ทานยาคุมกำเนิดหรือผู้ที่ฉีดยาคุมกำเนิดมาเป็นเวลานานจนคิดว่าไม่ต้องการตั้งครรภ์อีกแล้ว หรือบางคนไม่ต้องการตั้งครรภ์ตั้งแต่แรกเลยก็มี ซึ่งวิธีในการทำหมันประเภทนี้จะค่อนข้างยุ่งยากกว่าแบบแรกเล็กน้อยเหตุเพราะมดลูกไมได้อยู่ในช่วงเวลาหลังคลอดทำให้มีขนาดเล็ก ไม่สามารถคลำได้เจอบริเวณหน้าท้อง ทำให้อาจต้องใช้การลงมีดไปยังบริเวณหัวหน่าวเพื่อเข้าไปยังช่องท้องหรืออาจต้องเจาะท้องบริเวณใต้สะดือแล้วเอากล้องส่องเข้าไปยังช่องท้องเพื่อทำการหาท่อน้ำไข่ทั้ง 2 ข้าง จากนั้นก็ใช้วิธีการเดียวกับการทำหมันเปียก หรือบางคนก็เลือกวิธีที่แตกต่างออกไป อาทิ การจี้ท่อนำไข่ด้วยระบบไฟฟ้าหรืออาจใช้การหนีบด้วยคลิป การทำหมันแบบนี้จำเป็นต้องใช้ยาชาหรือยาระงับความเจ็บปวดอย่างมาก โดยอาจต้องใช้ยาสลบหรือการฉีดเข้าไขสันหลัง ที่สำคัญต้องเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

Read More

การคุมกำเนิดแบบธรรมชาติ ที่คุณต้องรู้เอาไม่เสียหาย

ในความสัมพันธ์ของหญิงชายที่ยังไม่พร้อมสำหรับการมีบุตร เมื่อมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นควรจะมีการวางแผนคุมกำเนิดที่ดีเพื่อจะได้ไม่พลาดตั้งครรภ์ในขณะที่ไม่พร้อม วิธีการคุมกำเนิดมีให้เลือกใช้มากมายหลายวิธี โดยเฉพาะวิธีคุมกำเนิดในแบบธรรมชาติซึ่งแต่ละวิธีก็มีทั้งข้อดี และข้อเสียแตกต่างกัน คุณผู้หญิงสามารถเลือกใช้วิธีคุมกำเนิดที่เหมาะกับตนเองได้ หรืออาจจะเลือกใช้หลายๆ วิธีเข้าด้วยกันตามความเหมาะสมก็ได้ วิธีการคุมกำเนิดในแบบธรรมชาตินั้นได้แก่ 1 การนับหน้าเจ็ดหลังเจ็ด วิธีการนับหน้าเจ็ดหลังเจ็ด เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เรียกกันอีกอย่างว่าวิธีนับช่วงเวลาปลอดภัย วิธีการคุมกำเนิดแบบนี้ทำได้โดยให้คำนวนหาช่วงเวลาปลอดภัยที่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้โดยไม่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ ซึ่งก็คือ 7 วันก่อนวันมีประจำเดือนและ7 วันนับจากวันที่มีประจำเดือน แม้ว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีที่นิยมใช้คุมกำเนิดกันแต่ก็เป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับผู้หญิงที่มีประจำเดือนในแต่ละเดือนคลาดเคลื่อน เพราะการนับอาจจะคลาดเคลื่อนไปโดนวันที่ไข่ตก ทำให้ตั้งครรภ์ได้ ในผู้หญิงแต่ละคนจะมีประจำเดือนแต่ละรอบต่างกัน โดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีรอบประจำเดือนที่ 28 ถึง 30 วันต่อ 1 รอบ หรือคลาดเคลื่อนกว่านั้นไม่เกิน 2 วัน แต่ถ้าในผู้หญิงที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอแนะนำให้ใช้วิธีนี้ควบคู่ไปกับวิธีอื่นๆ จะปลอดภัยกว่า 2 การสังเกตมูกที่ปากมดลูก มูกที่ปากมดลูกของผู้หญิงในแต่ละช่วงเวลามีความแตกต่างกัน ทั้งสีและความเข้มของมูก วิธีการคือต้องสอดนิ้วเข้าไปในช่องคลอดให้ลึก สังเกตมูกที่ออกมาจากปากมดลูก การสังเกตนี้ต้องทำทุกวัน มูกที่ได้จะแตกต่างกันดังนี้คือ มูกที่อยู่ในระยะปลอดภัยคือหลังมีประจำเดือนใหม่ๆ จะไม่มีมูก จากนั้นมูกจะเป็นสีขาวขุ่นๆ หรือสีออกเหลืองนวล จากนั้นมูกจะใสขึ้น ช่วงที่มูกมีลักษณะใส่เหมือนไข่ขาวดิบเป็นช่วงที่อันตรายควรงดมีเพศสัมพันธ์ หลังจากนั้นเมื่อถึงช่วงก่อนมีประจำเดือนมูกจะกลับมาสีข้นและขุ่นอีกครั้งนับเป็นช่วงระยะปลอดภัยนั่นเอง การสังเกตจากมูกปากมดลูกก็เช่นเดียวกับการนับระยะปลอดภัยคือมีอัตราการพลาดได้เช่นกัน ควรใช้วิธีนี้ควบคู่กับการหลั่งภายนอก แต่ก็วิธีนี้ก็เหมาะกับผู้หญิงที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ตรงเวลามากกว่าวิธีแรก 3 […]

Read More

ภัยใกล้ตัว มะเร็งปากมดลูกคืออะไร

เรามักพบคำนี้บ่อยมาก สำหรับหนึ่งในโรคร้านที่ผู้หญิงเป็นกันเยอะ โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่มีลูกแล้ว นั่นคือ มะเร็งปากมดลูก ทุกวันนี้แม้ว่าพัฒนาการของการรักษาจะก้าวหน้าไปมากแล้ว แต่ก็ยังรักษาไม่หายขาด ไม่ทราบสาเหตุแท้จริง และการตรวจหาก็ยังทำได้ยาก ดังนั้นวันนี้ เรามารู้จักโรคนี้กันก่อน เพราะนี่เป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ใกล้ตัวมากที่สุด เพราะผู้หญิงหลายคนกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ ก็มักสายเกินไป จนกระทั่งอาการหนักแล้วถึงแก่ชีวิต มะเร็งปากมดลูก คือ เนื้องอกที่บริเวณปากมดลูกที่ประกอบไปด้วยเซลล์ที่มีการแบ่งตัวเร็วสามารถลุกลามทำลายเนื้อเยื่อปกติและอวัยวะใกล้เคียง รวมถึงสามารถลุกลามเข้าเส้นเลือด เส้นน้ำเหลือง ทำให้เกิดการกระจายของโรคไปยังต่อมน้ำเหลือง สุดท้ายก็เข้าสู่อวัยวะต่างๆภายในร่างกายได้ โรคนี้เป็นหนึ่งในประเภทของมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับที่ 1 สำหรับผู้หญิงในประเทศไทย เป็นอันดับ 3 ของมะเร็งในผู้หญิงทั่วโลก อัตราช่วงอายุจะพบมากในอายุ 35 – 60 ปี (เรียกว่าครอบคลุมเกือบหมด) สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ก่อโรค มีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งเกินไป โดยไม่ได้ดูแลให้ดีพอ หรือมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย ซึ่งช่วงนี้เซลล์ปากมดลูกยังพัฒนาไม่เต็มที่ยังไวต่อสารก่อมะเร็งสูงมาก มีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะ หนองใน เริม  ซิฟิลิส เป็นต้น สูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ ใช้สารเสพติดเป็นประจำ ตั้งครรภ์และมีบุตรมากกว่า 4 ครั้งขึ้นไป อัตราเสี่ยงจะสูงไปด้วย รับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น การติดเชื้อเอดส์ การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ใช้ยาฮอร์โมน […]

Read More