วันนี้เรามารู้จักกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กันบ้าง เพราะว่านี่เป็นปัญหาสำคัญของหลายประเทศ ในไทยเองก็เคยเผชิญมาแล้วในช่วง 30-40 ปีก่อน และในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจาก “กามโรค” และ “โรคเอดส์”

โรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองจากการใช้สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันร่วมกัน ยกเว้นกิจกรรมทางเพศ สำหรับความเสี่ยงนั้น อันที่จริงแล้วก็มากน้อยแตกต่างกันไปตามพฤติกรรมของแต่ละคน ใช่ว่าผู้ที่อยู่ในธุรกิจหรือสถานบันเทิงเรื่องเพศ จะเป็นโรคนี้เสมอไป ถ้าหากมีการป้องกันที่เหมาะสม เพียงแต่ความเสี่ยงก็จะมากตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น การมีกิจกรรมทางเพศ กอดจูบลูบคลำ สำเร็จความใคร่ เหล่านี้ถือว่ายังเสี่ยงน้อยกว่า แต่ที่มากและมีโอกาสติดได้สูงคือ การสอดใส่อวัยวะเพศ ร่วมเพศทางปาก ช่องคลอด และทวารหนัก โดยเฉพาะทางทวารหนักมีอัตราการเสี่ยงติดโรคมากที่สุดเพราะมักมีการถลอกของอวัยวะเพศชาย อีกทั้งผิวทวารหนักก็เป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายด้วย

การป้องกัน ทำได้อย่างไรบ้าง

วิธีการง่ายและสะดวกที่สุดคือ ใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งสามารถป้องกันเชื้อโรคติดต่อได้ดี คำแนะนำคือ ควรต้องใช้งานทุกครั้งที่มีการร่วมเพศ แล้วยังต้องรู้จักสวมใส่ให้ถูกต้อง ข้อควรระวังของการใช้ถึงยางอนามัยคือ ควรต้องเตรียมการหล่อลื่นไว้บ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ถุงยางฉีกขาด เคยมีความเชื่อเก่าๆว่า ต้องใช้ถุงยางสองชั้น อันที่จริงแล้ว นั่นเสี่ยงที่จะฉีกขาดง่ายกว่าอีก แต่ถุงยางอนามัยก็ยังป้องกันพวกกามโรคบางชนิดได้ไม่ดีนัก เช่น หูดหงอนไก่ โรคเริม เพราะสามารถติดต่อบริเวณจุดสัมผัสได้

สำหรับถุงยางอนามัยของผู้หญิง จะสามารถป้องกันโรคติดต่อได้ดีกว่าถุงยางของผู้ชาย เพราะกลบจุดด้อยตรงที่สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่า ออกแบบมาดีกว่า ฉีกขาดยากกว่า ข้อด้อยที่ทำให้หลายคนเลือกไม่ใช้คือ อาจทำให้ความรู้สึกขณะร่วมเพศลดลง และการระคายเคือง (แต่ใช้ก็ย่อมดีกว่านะ)

สำหรับผู้ที่อาจเสี่ยงเป็นโรค ก็มีหลายระดับ เราสามารถสังเกตได้ว่า มีโอกาสหรือไม่ เพื่อจะได้หาทางป้องกันที่เหมาะสม เช่น

ระยะเริ่มแรก ยังไม่ปรากฏอาการเด่นชัด โดยเฉพาะโรคเอดส์ในระยะแรก รวมถึงตับอักเสบไวรัสบี ซิฟิลิส แต่เราสามารถตรวจหาได้ด้วยการเจาะเลือด ซึ่งแนะนำให้ตรวจอย่างละเอียด ถ้าพบว่าเลือดบวก แสดงว่ามีการติดเชื้อ หรืออาจจะอยู่ในระยะฟักตัว หากสงสัยก็ลองตรวจหลายครั้ง ทั้งนี้กรณีของเอดส์ อาจจะต้องใช้เวลาฟักตัวถึง 3 เดือน จึงพบว่าผลเลือดเป็นบวก

ทั้งโรคเอดส์และไวรัสตับอักเสบบีในระยะสุดท้าย จะทำระบบต่างๆในร่างกายทรุดโทรมเสียหายอย่างหนัก ภูมิต้านทานลดต่ำลงจนเกิดโรคแทรกซ้อนจำนวนมาก สุดท้ายแล้วผู้ป่วยก็เสียชีวิตเพราะอาการแทรกซ้อนเหล่านั้นเอง ปัจจุบันยังไม่มียารักษาไวรัสตับอักเสบบีให้หายขาดได้ สำหรับผู้มีเลือดเป็นผลบวก วิธีป้องกันคือ ต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หากไม่รับเชื้อเพิ่ม ก็อาจมีสุขภาพเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปได้เป็นระยะเวลานานหลายปี หรือเป็นสิบปีด้วยซ้ำ อีกทั้งในปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่ใช้ร่วมกันหลายขนาน ทำให้พอจะควบคุมการติดเชื้อไม่ให้กำเริบ หรือเกิดอาการลุกลามได้บ้าง แม้จะยังไม่สามารถกำจัดไวรัสให้หายขาดได้ก็ตาม